ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทยสมัยสุโขทัย

การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย
          ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์
        1. ความต้องการปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ เป็นต้น
      2. ความต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ต้องการเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูแล้ง
        3. ความต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาสร้างความสงบสุขให้สังคม เช่น การปลูกฝังให้คนไทยเกรงกลัวต่อบาป
       4. ความต้องการให้เกิดความมั่นคงของอาณาจักร เช่น ต้องการให้คนไทยมีการพูด อ่าน เขียนภาษาเดียวกัน
ตัวอย่างของการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยในประวัติศาสตร์
          1) ระบบการชักน้ำ เก็บน้ำ และระบายน้ำ
       การสร้างระบบการชักน้ำ เก็บน้ำ และระบายน้ำ นับเป็นภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งในสมัยสุโขทัย ดังมีหลักฐานเป็นจำนวนมาก เช่น ตระพังใหญ่ (สระน้ำ) ใหญ่ๆ และมีวัดหรือศาสนสถานสร้างไว้ใกล้ๆ หรือสร้างไว้บนเกาะกลาง ตระพังใหญ่ๆเช่น ตระพังทอง ตระพังเงิน เป็นต้น การสร้างศาสนสถานไว้ใกล้กับตระพังก็เป็นอุบายในการรักษาความสะอาดให้กับน้ำในตระพัง เพราะบริเวณศาสนสถานผู้คนในอดีตถือว่าเป็นเขตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การทิ้งของเสียลงในสระน้ำมีน้อย จึงทำให้สระน้ำสะอาด
         2) การประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผา
      ในสมัยสุโขทัย มีการประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผาทั้งชนิดเคลือบและไม่เคลือบ โดยการนำดินมาปั้นรูปทรงต่างๆ แล้วนำมาเผาเพื่อใช้งานในลักษณะต่างๆ ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาในสมัยสุโขทัยนี้เรียกว่า “สังคโลก”
      เครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบในสมัยสุโขทัย ส่วนใหญ่มักทำเป็นสีเขียวไข่กา มีทั้งชนิดหนาและบาง นอกจากนี้ยังมีการเคลือบเป็นสีน้ำตาลแต่มีน้อย สำหรับการเผาเครื่องเคลือบดินเผาสมัยสุโขทัยมักจะเผากันมากในฤดูฝน อากาศ เตาเผา และฟืนจะมีความชื้นมาก ทำให้ได้เครื่องเคลือบสีเขียวไข่กาสวยมากกว่าทำในฤดูร้อน ส่วนเครื่องเคลือบสีน้ำตาลนิยมเผากันในฤดูร้อน และฤดูหนาวเสียเป็นส่วนใหญ่
        3) การประดิษฐ์ตัวอักษรไทยสำหรับคนไทย
        การประดิษฐ์ตัวอักษรไทยที่เรียกว่า “ลายสือไทย” ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อ พ.ศ. 1826 นั้นนับได้ว่าเป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงประดิษฐ์อักษรไทยที่เป็นแบบฉบับของคนไทย ไม่ต้องใช้ภาษาของชนชาติอื่น เพื่อใช้สื่อสารให้เกิดความเข้าใจในหมู่คนไทยด้วยกัน อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของคนไทยที่ใช้ภาษาไทยเป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน
        4) การอาศัยวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อจรรโลงสังคม
        ในสมัยสุโขทัย พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทรงพระราชนิพนธ์ ไตรภูมิพระร่วง อันเป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา โดยการนำหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้คนบางส่วนอาจเข้าใจได้ยากมานำเสนอใหม่เป็นรูปของคำประพันธ์ มีการใช้โวหารเปรียบเทียบ ใช้ข้อความง่ายๆ อ่านแล้วมีความเข้าใจเกิดจินตนาการ
       ในไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวถึงโลกมนุษย์ นรก สวรรค์ โดยที่ผู้ประกอบกุศลกรรมในโลกจะได้เสวยสุขในเทวโลกและพรหมโลก หรือมิฉะนั้นก็อาจบรรลุนิพพาน ส่วนมนุษย์ผู้ประกอบอกุศลกรรมจะต้องไปเกิดในอบายภูมิหรือนรก
        5) ตลาดปสาน
      พ่อขุนรามคำแห่งมหาราช ได้สนับสนุนให้ชาวสุโขทัยประกอบอาชีพค้าขายอย่างอิสระ ได้ทรงตั้งศูนย์การค้าประจำเมืองขึ้น เรียกว่า ตลาดปสานหรือ บาซาร์ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และมีความสำคัญที่สุดในสมัยสุโขทัย ตลาดปสานจึงเป็นแหล่งซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งของชาวสุโขทัยและชาวต่างประเทศที่สนใจเข้ามาทำการค้าขายมากขึ้น มีผลทำให้การค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น และชาวสุโขทัยยังได้รู้จักการติดต่อกับคนต่างเมืองต่างภาษา  ได้มีการเลือกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน
        6) การใช้ศิลาแลงมาสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ
       ศิลาแลงเป็นหินที่จะกลายเป็นดินในระยะต่อมา แต่ยังไม่เป็นดินที่แท้จริง มีสภาพแข็งและมีลักษณะพรุน มีสีแดงและสะสมอยู่ในพื้นดิน สามารถนำมาสร้างโบสถ์และศาสนสถานต่างๆได้ คนไทยในสมัยสุโขทัยได้สกัดเอาศิลาแลงออกมาเป็นแผ่นๆและเอามาซ้อนเรียงกันจนมีลักษณะเป็นผนังของอาคาร โดยใช้น้ำยาเป็นตัวประสานให้ศิลาแลงแต่ละแผ่นเชื่อมต่อกันเป็นศิลาแผ่นใหญ่ เช่น กำแพงชั้นในของเมืองศรีสัชนาลัย เป็นต้น
         7) การประดิษฐ์โลหกรรมสำริด
        มนุษย์รู้จักการประดิษฐ์โลหกรรมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ชาวสุโขทัยได้ทดลองจนพบว่า การผสมตะกั่วลงในสำริดนั้นทำให้โลหะหลอมได้ง่ายขึ้น และช่วยลดฟองอากาศในโลหะเหลว ทำให้วัตถุที่หลอมมีคุณภาพกับการใช้ทำภาชนะ เครื่องประดับ และวัตถุที่มีรูปร่างซับซ้อน เครื่องมือและอาวุธหรือพระพุทธรูปสำริดที่มักจะไม่ผสมตะกั่วลงในสำริด เพราะต้องการให้สำริดแข็งแกร่งและทนทาน
        8) การใช้วัสดุที่ส่วนผสมเหมาะสำหรับทำให้ปูนปั้นแข็งตัวได้เร็ว
        เนื่องจากในสมัยสุโขทัยมีการสร้างพระพุทธรูปและประดับตกแต่งด้วยปูนปั้น ชาวสุโขทัยจึงมีกรรมวิธีเพื่อให้ปูนนั้นแข็ง พบว่าการใช้ปูน ทราย และน้ำอ้อย ผสมกันนั้นทำให้ปูนปั้นแข็งตัวได้ภายในเวลานาน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น